มีเหตุกันมาก่อน กลับล้วงกระเป๋ากางเกงแลพูดทำนองว่าจะฆ่าจำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงเพียง 1 นัดเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 266/2514
ป.อ. มาตรา 68, 62

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายไม่มีอาวุธปืน แต่เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุผลสมควรทำให้จำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าผู้ตายมีอาวุธปืนและกำลังจะยิงทำร้ายจำเลยในระยะห่างกัน 2 วา อันนับได้ว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลย จำเลยชอบที่จะใช้สิทธิกระทำเพื่อป้องกันตนได้และการที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตนไป 1 นัดในทันทีนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ด้วย ความสำคัญผิดในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคแรก
(ประชุมใหญ่ ครั้งที่ 5/2514)


โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2510 เวลากลางคืน จำเลยบังอาจใช้ปืนสั้นยิงนายปรีชา แก้วแสงมณี โดยเจตนาฆ่า และนายปรีชาแก้วแสงมณี ถึงแก่ความตายสมเจตนาเหตุเกิดที่ตำบลทุ่งลูกนก อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า จำเลยยิงเพื่อป้องกันตนพอสมควรแก่เหตุพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายไม่ได้พกปืนไปในคืนเกิดเหตุการที่จำเลยเข้าใจเอาเองว่าผู้ตายจะล้วงปืนมายิงจำเลย จึงเป็นการเดาเอาเอง การกระทำของจำเลยยังไม่เข้าลักษณะป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288จำเลยอายุ 17 ปีลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 75 แล้วจำคุกจำเลย 7 ปี 6 เดือน ลดตามมาตรา 78 ให้อีก 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยไว้ 5 ปี
จำเลยฎีกา
คดีมีปัญหาว่า การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายนั้น เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายอันไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหานี้โดยที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า ในคืนเกิดเหตุผู้ตายมิได้มีอาวุธปืนพกอยู่ในกระเป๋ากางเกงที่ผู้ตายทำท่าล้วงลงไป แต่เมื่อได้พิเคราะห์ถึงพฤติเหตุต่าง ๆ ที่ได้ความจากคำพยานโจทก์จำเลยตรงกันว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีสาเหตุกันอยู่ ผู้ตายชอบทำตัวเป็นอันธพาล เคยพกปืนติดตัวอยู่เสมอทั้งเคยทำท่าจะไล่ยิงจำเลยมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้นคืนเกิดเหตุเมื่อผู้ตายเข้าใจว่าจำเลยแกล้งขว้างผู้ตาย ผู้ตายได้หันหลังกลับเข้าหาจำเลยในท่านั่งยอง ๆ ห่างกัน 2 วา พร้อมกับเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงทำท่าจะล้วงอะไรออกมาและพูดว่า “อ้ายเตี้ยมึงจะเอาอะไรกับกู มึงตายเสียเถิดอย่าอยู่เลย” ประกอบทั้งตรงที่เกิดเหตุมีแสงสว่างเพียงสลัว ๆ สะท้อนมาจากจอหนังเท่านั้น จำเลยก็มีอายุเพียง 17 ปี ยังอ่อนต่อความคิดและรูปร่างเล็กกว่าผู้ตาย ในพฤติการณ์เช่นนี้ ย่อมมีเหตุอันสมควรที่ทำให้จำเลยสำคัญผิดเข้าใจว่าในกระเป๋าของผู้ตายมีปืนอยู่จริง และล้วงลงไปเพื่อยิงจำเลย จึงนับได้ว่ามีภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวจำเลยแล้ว จำเลยจึงชอบที่จะใช้สิทธิกระทำเพื่อป้องกันตนได้ ดังนั้น การที่จำเลยใช้ปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตนไปทันทีเพียง 1 นัด เช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำการป้องกันชีวิตของตนพอสมควรแก่เหตุตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก จำเลยจึงไม่มีความผิดฎีกาของจำเลยฟังขึ้น
พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์
(บุณยเกียรติ อรชุนะกะ-อัศนี เกาไศยนันท์-สวัสดิ์ ภู่งาม)

แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

แผนก

หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น

หมายเหตุ
หากมีข้อสงสัยประการใดติดต่อ ที่นี้เลย Tel/Line id : 089-2142456 (ทนายสอง ประธานชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)
Line id : lawyer_2 ชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)
ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมศึกษาข้อกฎหมาย คำพิพากษา ได้ที่ www.ปรึกษาคดีฟรี.com