เคยถูกลักกระบือมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อร้องถามกลับหันปืนมาทางจำเลยจึงยิงปืนไปถูกคนร้าย เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 943/2508

ป.อ. มาตรา 68, 335, 288

ป.วิ.อ. มาตรา 174

คนร้ายจูงกระบือไปจากใต้ถุนเรือนจำเลยเมื่อเวลาประมาณ24 นาฬิกา จำเลยร้องถาม คนร้ายหันปืนมาทางจำเลย จำเลยจึงยิงปืนไปจากบนเรือน 2 นัดถูกคนร้ายตาย จำเลยเคยถูกลักกระบือมาแล้วครั้งหนึ่ง และหมู่บ้านนั้นมีการลักกระบือกันเสมอ ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายพอสมควรแก่เหตุจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68

จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยกระทำเพื่อเป็นการป้องกัน เท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบว่าจำเลยได้ยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยเจตนา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน

___________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจใช้ปืนยิงนายเหลี่ยง สูนปั้ง ถึงแก่ความตายโดยเจตนาและได้ไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 และริบของกลาง

จำเลยให้การว่า ผู้ตายได้เข้ามาลักกระบือของจำเลยซึ่งผูกไว้ใต้ถุนเรือนจำเลยจึงยิงผู้ตายเพื่อป้องกันตัวและป้องกันทรัพย์พอสมควรแก่เหตุ

ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยเจตนาฆ่าผู้ตาย เพราะได้กินเหล้ากับผู้ตายคงมีปากเสียงกัน ไม่ใช่เรื่องผู้ตายมาลักกระบือของจำเลยจำเลยไม่มีแผนการฆ่าผู้ตายมาก่อน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ให้จำคุก 15 ปี ปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางให้ริบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์แก่ทางพิจารณาลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลด 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยกระทำเพื่อเป็นการป้องกันเท่ากับจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้กระทำผิด จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ที่จะนำสืบว่าจำเลยได้ยิงผู้ตายถึงแก่ความตายโดยเจตนา ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตน โจทก์ไม่มีพยานรู้เห็นในเวลาที่จำเลยยิงผู้ตาย โจทก์นำสืบเป็นทำนองว่าผู้ตายได้มากินไก่ต้มที่บ้านจำเลยและเกิดปากเสียงกัน จำเลยจึงยิงผู้ตายแต่พยานโจทก์ไม่มีใครเลยที่ยืนยันหรือเห็นผู้ตาย หรือมีพฤติการณ์แวดล้อมว่าผู้ตายได้มากินไก่ต้มที่บ้านจำเลยแล้วมีปากเสียงจำเลยจึงยิงผู้ตาย โจทก์จะให้ศาลสันนิษฐานข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ยิงผู้ตายเพราะอาจมีปากเสียงกับผู้ตาย เช่นนี้ ย่อมไม่ได้ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาคดีในทางอาญา สรุปแล้ว โจทก์ไม่สามารถสืบให้เห็นได้ว่า การที่จำเลยยิงผู้ตายนั้น ไม่ใช่เรื่องผู้ตายเข้ามาลักกระบือจากใต้ถุนเรือน

ข้อวินิจฉัยต่อไปมีว่า จำเลยได้กระทำพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ได้ความว่า เกิดเหตุเวลา 24 นาฬิกาเศษ คนร้ายจูงกระบือออกไปจากใต้ถุนเรือนคนร้ายมีปืนยาวลูกซอง จำเลยร้องถามแล้ว คนร้ายหันปืนมาทางจำเลย ถ้าจำเลยไม่ยิง คนร้ายก็พากระบือไปได้ และจำเลยอาจจะถูกยิงด้วย หากจำเลยลงจากเรือนไปทำการขัดขวาง ก็ไม่แน่ว่าจะทันกับเหตุการณ์และได้ผลโดยปลอดภัยหรือไม่ คนร้ายอาจจะทำร้ายหรือทำการต่อสู้เอาก็ได้ จะให้จำเลยทำการเสี่ยงต่ออันตรายในเวลาปัจจุบันทันด่วนเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นอันตรายแก่จำเลยถึงแก่ความตายได้ประกอบกับได้ความว่า เคยมีคนร้ายเข้ามาลักกระบือจากใต้ถุนบ้านครั้งหนึ่งแล้วและในหมู่บ้านที่เกิดเหตุนี้ก็มีการลักกระบือกันเป็นปกติธรรมดา ที่เกิดเหตุก็เป็นที่ใต้ชายคาบ้าน เมื่อพิจารณาถึงภูมิประเทศและพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังนี้แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันสิทธิของตนให้พ้นภยันตรายพอสมควรแก่เหตุจำเลยจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องปล่อยจำเลยพ้นข้อหาไป ปืนและปลอกกระสุนปืนของกลางให้คืนแก่เจ้าของ

(ยุ้ย อาตมียะนันทน์-สนิท สุมาวงศ์-เพรียง โรจนรัส)

แหล่งที่มา

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

แผนก

หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น

หมายเหตุ

หากมีข้อสงสัยประการใดติดต่อ ที่นี้เลย  Tel/Line id : 089-2142456 (ทนายสอง ประธานชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

Line id : lawyer_2  ชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมศึกษาข้อกฎหมาย คำพิพากษา ได้ที่ www.ปรึกษาคดีฟรี.com