เคยมีเหตุชกต่อยและถูกดักยิงก่อนจึงโต้ตอบ เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 963/2517

ป.อ. มาตรา 60, 68, 288, 80, 294, 299

ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), 158 (6), 192, 208, 233

จำเลยที่ 1 กับที่ 2 เคยมีเรื่องชกต่อยกันวันเกิดเหตุ จำเลยที่ 2,3 กับพวกไปคอยทีอยู่ พอจำเลยที่ 1 เดินผ่านมา จำเลยที่ 2,3 ยิงจำเลยที่ 1 ราว 4,5 นัด จำเลยที่ 1 วิ่งหนีจำเลยที่ 2, 3 ยังยิงมาทางจำเลยที่ 1 อีก 4-5 นัด จำเลยที่ 1จึงยิงโต้ตอบไป 1 นัดแล้ววิ่งหนีไป การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ เพราะไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2,3 จะไล่ยิงต่อไปหรือไม่ และกรณีดังนี้ไม่เป็นการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้กัน

เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 4 เบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้ทนายของจำเลยที่ 3 ซักค้าน แม้จะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 แต่เมื่อศาลไม่ได้นำคำเบิกความของจำเลยที่ 1 และที่ 4 มาวินิจฉัยให้เป็นโทษแก่จำเลยที่ 3 ย่อมไม่มีผลกระทบกระเทือนการรับฟังคำพยานนั้น ๆ ว่าทำให้จำเลยที่ 3 เสียเปรียบ

โจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง จำเลย ที่ 2, 3, 4 และผู้ตายฝ่ายหนึ่ง เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ยิงกัน ในการชุลมุนนี้ผู้ตายถูกกระสุนปืนตาย จำเลยที่ 2 ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บ บ. ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุได้รับอันตรายสาหัสและตอนท้ายบรรยายว่า จำเลยที่ 1 ยิงจำเลยที่ 2 และผู้ตายโดยเจตนาฆ่าจำเลยที่ 2,3,4 ก็ยิงจำเลยที่ 1 โดยเจตนาฆ่าถือว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องแยกความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 294, 299 กับความผิดตามมาตรา 288, 80 ออกจากกันให้เห็นได้ชัด ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

ได้ความว่า กระสุนปืนที่จำเลยที่ 2,3 ยิงจำเลยที่1 นั้นพลาดไปถูก บ. ได้รับอันตรายสาหัส แต่ฟ้องโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 60 มาด้วย ศาลก็นำมาตรา 60 มาปรับแก่คดีได้ เพราะมิใช่เป็นบทกำหนดโทษที่จะใช้ลงแก่จำเลย

___________________________

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 2, 3, 4 กับนายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ ถิระจันทรา ฝ่ายหนึ่ง ได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ใช้อาวุธปืนยิงประทุษร้ายกันระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปเป็นเหตุให้กระสุนปืนถูกนายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 บาดเจ็บและนายบัญญัติ จิตรปราณี ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุบาดเจ็บสาหัส ทั้งนี้ โดยจำเลยที่ 1 ยิงจำเลยที่ 2 และนายแอ๊ดหรือประดิษฐ์โดยเจตนาฆ่า นายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ถึงแก่ความตาย แต่จำเลยที่ 2 ไม่ตายจำเลยที่ 2, 3, 4 แต่ละคนบังอาจใช้ปืนยิงจำเลยที่ 1 โดยเจตนาฆ่ากระสุนปืนไม่ถูกจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 บังอาจมีอาวุธปืนพกลูกซอง 1 กระบอกไม่มีเลขทะเบียนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294, 299, 288, 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 3 และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 ให้การว่ายิงเพื่อป้องกันตัว จำเลยที่ 2, 3, 4 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 294, 299 แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 294 ประมวลกฎหมายอาญาซึ่งเป็นบทหนัก จำคุก 1 ปี และผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2510 มาตรา 3 จำคุก 6 เดือน ลดโทษในฐานความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ให้หนึ่งในสาม คงเหลือจำคุก 4 เดือน รวมเป็นโทษจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 294, 299 ประมวลกฎหมายอาญา แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 294 ซึ่งเป็นบทหนัก จำคุกคนละ 1 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 ของกลางริบคำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ในข้อหาฐานพยายามฆ่าผู้อื่นอีกฐานหนึ่ง และขอให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ตามฟ้องด้วย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่ากระทำเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุ

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ว่าไม่ได้เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ใช้ปืนยิงผู้ใด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า รูปคดีหาใช่เป็นการเข้าร่วมชุลมุนต่อสู้กันไม่ หากแต่เป็นเรื่องจำเลยที่ 2 ที่ 3 ใช้อาวุธปืนยิงจำเลยที่ 1 ก่อน แล้วกระสุนปืนพลาดไปถูกนายบัญญัติได้รับอันตรายสาหัส จำเลยที่ 1 ใช้ปืนยิงถูกจำเลยที่ 2 บาดเจ็บ และถูกนายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ตาย เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จำเลยที่ 1 คงมีผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองไม่ได้รับอนุญาตพิพากษาแก้ เป็นว่า จำเลยที่ 2 ที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบด้วยมาตรา 80 และ 60 จำคุกคนละ 10 ปี ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1ในข้อหาฐานฆ่านายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ และยกฟ้องจำเลยทั้งสี่ในข้อหาฐานชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามฟ้อง โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ตามมาตรา 294, 299 ด้วย

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาขอให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกาพิจารณาฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน จำเลยที่1กับจำเลยที่ 2 มีเรื่องชกต่อยกัน เมื่อมีคนห้ามก็เลิกกันไป ในวันเวลาเกิดเหตุฝนตกปรอย ๆ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 และนายแอ๊ดหรือประดิษฐ์ผู้ตายได้มาจอดรถจักรยานยนต์ 2 คันที่หน้าธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชยการ จำกัด สาขาโพธาราม แล้วนั่งหลบฝนอยู่ที่ม้าหินหน้าธนาคาร ต่อมาเวลาประมาณ 20 นาฬิกา จำเลยที่ 1 เดินเลียบมาตามถนนโพธาราม จำเลยที่ 2, 3, 4 และผู้ตายลุกขึ้นยืนพูดหารือกันและคอยทีอยู่ เมื่อจำเลยที่ 1 เดินเลยร้านขายซ่าหริ่มของนางสาวชวนพิศซึ่งตั้งอยู่เยื้องฝั่งตรงกันข้ามกับธนาคารไปได้ประมาณ 2 วา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ใช้ปืนยิงจำเลยที่ 1 ราว 4-5 นัดขณะเดินเลยร้านขายซ่าหริ่มของนางสาวชวนพิศไปประมาณ 2 วา จำเลยที่ 1 วิ่งหนีไปชนรถจักรยานของนายอารีย์ซึ่งกำลังขี่สวนทางมาโดยมีนายบัญญัตินั่งซ้อนท้ายเกือบล้ม แล้วกำลังจะวิ่งหนีต่อไป จำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ใช้ปืนยิงมาทางจำเลยที่ 1 อีก 4-5 นัด จำเลยที่ 1จึงยิงโต้ตอบไป 1 นัดแล้ววิ่งหนีไป ดังนี้ ย่อมเป็นการกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนให้พ้นอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง เพราะไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2ที่ 3 จะไล่ยิงจำเลยที่ 1 ต่อไปหรือไม่ การกระทำของจำเลยที่ 1 พอสมควรแก่เหตุ เป็นการป้องกันตัวโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบดังวินิจฉัยมาข้างต้นกรณีจึงไม่เป็นการเข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ระหว่างบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไป

ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาว่า ทนายความของจำเลยที่ 3 ขอซักค้านเมื่อจำเลยที่ 1 ที่ 4 เบิกความเป็นพยาน ศาลชั้นต้นไม่ยอมให้ซักค้าน เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 นั้น เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ เพราะไม่ให้ทนายความของจำเลยที่ 3 ถามค้านจำเลยที่ 1 ที่ 4 ก็ดี ก็หากระทบกระเทือนการรับฟังคำพยานทำให้จำเลยที่ 3 เสียเปรียบไม่ เพราะไม่ได้นำคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ 4 มา วินิจฉัยเป็นโทษแก่จำเลยที่ 3

ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องเคลือบคลุม เพราะในเวลาเดียวกันจำเลยที่ 2 ที่ 3 จะทำผิดตามมาตรา 294 และมาตรา 288 ไม่ได้นั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องในตอนต้นว่าจำเลยที่ 1 ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ 2, 3, 4 และผู้ตายฝ่ายหนึ่ง เข้าร่วมในการชุลมุนต่อสู้ใช้ปืนยิงกัน ในการชุลมุนนี้ผู้ตายถูกกระสุนปืนตาย จำเลยที่ 2 ถูกกระสุนปืนบาดเจ็บ นายบัญญัติได้รับอันตรายสาหัส ตอนท้ายบรรยายว่า จำเลยที่ 1 ยิงจำเลยที่ 2 และผู้ตายโดยเจตนาฆ่า และจำเลยที่ 2, 3, 4 แต่ละคนยิงจำเลยที่ 1 โดยเจตนาฆ่า โจทก์ได้แยกบรรยายฟ้องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 294, 299 กับความผิดตามมาตรา 288, 80 ออกจากกันให้เห็นได้ชัด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม

ที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกาว่า ฟ้องของโจทก์มิได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 ศาลอุทธรณ์นำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 มาลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 เป็นการคลาดเคลื่อนนั้น เห็นว่า กระสุนปืนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 ยิงจำเลยที่ 1 พลาดไปถูกนายบัญญัติได้รับอันตรายสาหัส ศาลย่อมนำประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 60 มาปรับแก่คดีได้ โดยโจทก์มิต้องขอมาเพราะมิใช่เป็นบทกำหนดโทษที่จะใช้ลงแก่จำเลย พิพากษายืน

(ยงยุทธ เลอลภ-กฤษณ์ โสภิตกุล-อุดม จาละ)

แหล่งที่มา

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

แผนก

หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น

หมายเหตุ

หากมีข้อสงสัยประการใดติดต่อ ที่นี้เลย  Tel/Line id : 089-2142456 (ทนายสอง ประธานชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

Line id : lawyer_2  ชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมศึกษาข้อกฎหมาย คำพิพากษา ได้ที่ www.ปรึกษาคดีฟรี.com