ใช้อาวุธปืนยิงเพื่อช่วยเหลือบุตรที่ถูกฉุดคร่า เป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 555/2530

ป.อ. มาตรา 68, 288

จำเลยเป็นมารดาของนางสาว ศ. ซึ่งถูกผู้ตายเข้าไปฉุดคร่าถึงภายในบ้าน โดยนางสาว ศ. ไม่สามารถดิ้นรนขัดขืนได้เมื่อจำเลยเข้าไปขัดขวางห้ามปรามกลับถูกผู้ตายทำร้ายจนล้มลง การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายไปในเวลาฉุกละหุก4 นัดติด ๆ กัน เป็นเพราะจำเลยไม่มีโอกาสทันพิเคราะห์ว่าผู้ตายมีอาวุธติดตัวหรือไม่ ทั้งไม่มีเวลาไตร่ตรองด้วยว่าหากใช้ปืนยิงขู่เพียงนัดเดียวจะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหยุดการกระทำที่อุกอาจลงได้ ประกอบกับผู้ตายเป็นชายฉกรรจ์แข็งแรงกว่าจำเลยซึ่งเป็นหญิงและไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีอื่น การกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและบุตรสาวให้พ้นจากการฉุดคร่าซึ่งเป็นภยันตรายอันปรากฏขึ้นเฉพาะหน้าโดยพอสมควรแก่เหตุ.(ที่มา-ส่งเสริมฯ)

___________________________

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานฆ่าผู้อื่นตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ผู้เสียหายร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา288 ประกอบด้วยมาตรา 68, 69 ให้จำคุก 6 ปีจำเลยลุแก่โทษเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานและเบิกความเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิของจำเลยและบุตรสาว แม้จะยิงหลายนัดแต่ขณะนั้นเป็นเวลาชุลมุนหลังจากยิงนัดแรกแล้วผู้ตายก็ไม่หยุดยั้งจำเลยจึงต้องยิงซ้ำอีก มิฉะนั้นผู้ตายอาจเข้าทำร้ายและฉุดคร่าเอาบุตรสาวของจำเลยไปได้ จึงเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุจำเลยย่อมไม่มีความผิดพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ‘การที่ผู้ตายบุกรุกเข้าไปฉุดคร่านางสาวศิริคำบุตรสาวจำเลยเพื่อให้ไปอยู่กับผู้ตายถึงในบ้านของจำเลย แม้บุตรสาวจำเลยปัดป้องดิ้นรนก็หาได้รอดพ้นจากการฉุดคร่าของผู้ตายไม่ ครั้นจำเลยเข้าขัดขวางห้ามปรามระงับเหตุร้ายกลับถูกผู้ตายทำร้ายจนล้มลง แล้วผู้ตายตรงเข้าไปหาบุตรสาวจำเลยอีก และกำลังจะพาบุตรสาวจำเลยออกจากบ้านไปต่อหน้าจำเลยผู้เป็นมารดาซึ่งขณะนั้นมีแต่ผู้หญิงอีกทั้งจำเลยก็เบิกความว่าจำเลยกลัวบุตรสาวจะถูกทำร้ายจึงยิงไปที่ผู้ตายด้วยความตกใจไม่ทราบว่ากี่นัดซึ่งก็เจือสมกับคำเบิกความของบุตรสาวจำเลยตอบทนายโจทก์ร่วมว่าเสียงปืนดังหลายนัดติด ๆ กันไม่ใช่ผู้ตายล้มลงแล้วจึงยิงซ้ำ แสดงว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้ตายในทันทีทันใด เพื่อช่วยเหลือบุตรสาวของตนให้พ้นจากภยันตรายที่ผู้ตายเป็นฝ่ายก่อเหตุร้ายขึ้นโดยอุกอาจร้ายแรงภายในบ้านของจำเลย ประกอบกับผู้ตายเป็นชายอยู่ในวัยฉกรรจ์แข็งแรงกว่าจำเลยซึ่งเป็นหญิงมีบุตรแล้วและตกอยู่ในภาวะที่จะต้องช่วยเหลือบุตรสาวของตนให้พ้นภยันตรายเฉพาะหน้าเช่นนี้จึงไม่มีช่วงเวลาพอที่จะพินิจพิเคราะห์ว่าผู้ตายมีอาวุธติดตัวมาด้วยหรือไม่ แม้วิญญูชนซึ่งตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยก็ไม่มีเวลาพอที่จะไตร่ตรองว่าสมควรจะใช้อาวุธปืนยิงขู่เพียงนัดเดียวก็พอที่จะทำให้ผู้ตายเกรงกลัวและหยุดการกระทำที่อุกอาจนั้นได้ ดังที่โจทก์ฎีกาเพราะขณะนั้นจำเลยถืออาวุธปืนอยู่ผู้ตายก็หาได้เกรงกลัวไม่ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงไปทางผู้ตายในเวลาฉุกละหุกกระทันหัน 4 นัดติด ๆ กัน เช่นนี้จำเลยย่อมไม่มีโอกาสที่จะหยุดคิดเป็นอย่างอื่นนอกจากกระทำไปเพื่อป้องกันให้บุตรสาวของตนรอดพ้นจากการฉุดคร่าของผู้ตายที่ปรากฏอยู่เฉพาะหน้าภายในบ้านของตน และภยันตรายนั้นยังเกิดขึ้นต่อเนื่องกันอยู่โดยไม่มีทางเลือกที่จะป้องกันด้วยวิธีการอื่น ฉะนั้นตามพฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุผลอันสมควรที่วิญญูชนซึ่งตกอยู่ในภาวะเช่นเดียวกับจำเลยจำต้องตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงในทันทีทันใด เพื่อช่วยเหลือบุตรของตนให้พ้นภยันตรายที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ดังนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยจึงเป็นกรณีที่จำเลยจำต้องกระทำเพื่อป้องกันสิทธิของตนและของบุตรสาวให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ปรากฏเฉพาะหน้าโดยพอสมควรแก่เหตุ จึงเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันพอสมควรแก่เหตุ จำเลยย่อมไม่มีความผิดนั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น’

พิพากษายืน.

(สีนวล คงลาภ-มาโนช เพียรสนอง-สุพจน์ นาถะพินธุ)

แหล่งที่มา

กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

แผนก

หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น

หมายเหตุ

หากมีข้อสงสัยประการใดติดต่อ ที่นี้เลย  Tel/Line id : 089-2142456 (ทนายสอง ประธานชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

Line id : lawyer_2  ชมรมปรึกษาคดีฟรี ทั่วประเทศ ทุกจังหวัด ทนายความ)

ท่านสามารถเข้าเยี่ยมชมศึกษาข้อกฎหมาย คำพิพากษา ได้ที่ www.ปรึกษาคดีฟรี.com