การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง

การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง

ในทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำความผิดพรากเด็ก โดยเข้าใจผิดว่าเด็ก อายุกว่าสิบห้าปีเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยฎีกา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2553

พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม ป.อ. มาตรา 319 วรรคแรก ซึ่งมีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา
________________________________


โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 279, 317 วรรคแรก และวรรคสาม

จำเลยทั้งสี่ให้การต่อสู้อ้างเหตุสำคัญผิดในข้อเท็จจริงของอายุผู้เสียหายที่ 1 แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสี่ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม, 83 จำเลยที่ 1 ยังมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก และจำเลยที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฐานร่วมกันกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุกคนละ 5 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าไปเสียจากมารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกคนละ 5 ปี ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 11 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 10 ปี การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปจากมารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี 6 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 2 ปี 6 เดือน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ให้จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสี่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสี่ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสี่ฎีกาโจทก์ไม่ได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก จึงไม่ชอบ เห็นว่า แม้ความผิดที่โจทก์ฟ้องจะขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสี่พรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยทั้งสี่กระทำความผิดพรากผู้เสียหายที่ 1 โดยเข้าใจผิดว่าผู้เสียหายที่ 1 อายุกว่าสิบห้าปี อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก ศาลย่อมปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 319 วรรคแรก มีการกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในความผิดตามที่โจทก์ฟ้องและมีโทษเบากว่าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้ายได้ มิใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์จะให้ลงโทษดังที่จำเลยทั้งสี่ฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

( พิสิฐ ฐิติภัค - ชินวิทย์ จินดา แต้มแก้ว - สุทธิโชค เทพไตรรัตน์ )

ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายครรชิต ปังคานนท์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางสุรีพร อัชฌานนท์