ขอออกหมายบังคับคดี

การขอออกหมายบังคับคดีนั้นต้องเป็นกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีนี้ปรากฏตามคำร้องขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยว่าบุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตุรั้วเหล็กทำให้ทางจำเป็นแคบลงไม่สะดวกในการนำรถยนต์เข้าออกได้ เห็นว่าจำเลยต้องไปว่ากล่าวกับบุคคลภายนอก เพราะโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7232/2552

คำร้องขอออกหมายบังคับคดีของจำเลยทั้งสองระบุว่า มีบุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กทำให้ไม่อาจนำรถยนต์ผ่านเข้าออกทางจำเป็นได้ ไม่ได้ระบุว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือผิดข้อตกลงที่ศาลจดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา การที่บุคคลภายนอกเป็นผู้นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอก เมื่อโจทก์ยังไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงยังไม่มีเหตุออกหมายบังคับคดีได้

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยอมให้นำที่ดินทางทิศใต้ของโฉนดที่ดินเลขที่ 10000 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ของโจทก์เป็นทางจำเป็น ให้เป็นทางเดินร่วมกันกับผู้มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 5576 และ 5577 ตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้มีความกว้าง 2 วา โดยโจทก์และจำเลยทั้งสองจะใช้ทางจำเป็นเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ต่อมาวันที่ 8 ธันวาคม 2548 ศาลชั้นต้นหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่าโจทก์ทำประตูรั้วเหล็กปิดกั้นทางเข้าออกทางจำเป็น อันเป็นการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ จากนั้นวันที่ 4 มกราคม 2549 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดี จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องคัดค้าน ครั้นวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการบังคับคดีไว้เนื่องจากโจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเปลี่ยนกุญแจประตูรั้ว ติดตู้รับไปรษณียภัณฑ์และทำกริ่งแล้ว

ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2549 จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า เมื่อประมาณต้นเดือนกันยายน 2549 มีบุคคลภายนอกซึ่งมีที่ดินติดกับประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นได้นำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วในที่ดินของตนเองและทำเป็นรั้วทำให้ปากประตูรั้วทางจำเป็นแคบลง จำเลยทั้งสองนำรถยนต์เข้าออกไม่ได้ ประกอบกับเสาปูนดังกล่าวจะปิดบังเลขที่บ้านบริเวณที่กดกริ่งและตู้รับไปรษณียภัณฑ์ ขอให้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้มีการบังคับคดีต่อไป เพื่อจำเลยทั้งสองจะได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปรื้อประตูรั้วที่โจทก์ทำปิดกั้นทางจำเป็นไว้ให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า การปักเสาเป็นการกระทำของบุคคลภายนอกประกอบกับตามภาพถ่ายท้ายคำร้องจำเลยก็ยังสามารถผ่านเข้าออกได้ ไม่จำเป็นต้องรื้อรั้ว ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีเพื่อให้โจทก์ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ เห็นว่า ตามคำร้องที่จำเลยทั้งสองอ้างมิได้ระบุว่าโจทก์ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือผิดข้อตกลงตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 แต่อย่างใด การที่บุคคลภายนอกนำเสาปูนมาปักหน้าประตูรั้วเหล็กก็เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บุคคลภายนอกต่อไป เมื่อโจทก์ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีเหตุที่จะออกหมายบังคับคดีได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้องของจำเลยทั้งสองนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
( บุญรอด ตันประเสริฐ - เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ - สนอง เล่าศรีวรกต )
ศาลจังหวัดราชบุรี - นายณัฐศักดิ์ ประทุมแก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสราวุธ ศิริภาณุรักษ์
ป.วิ.แพ่ง--มาตรา 275 ถ้าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะขอให้บังคับคดีให้ยื่นคำขอฝ่ายเดียวต่อศาล เพื่อให้ออกหมายบังคับคดี
คำขอนั้นให้ระบุโดยชัดแจ้ง
(1) คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งจะขอให้มีการบังคับคดีตามนั้น
(2) จำนวนที่ยังมิได้รับชำระตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
(3) วิธีการบังคับคดีซึ่งขอให้ออกหมายนั้น