ขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีของศาล

การที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีทั้งหมดแล้วให้พิจารณาคดีใหม่ โดยกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่นั้น มิใช่เป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแต่อย่างใด จึงไม่อาจมีการพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยได้ เพราะคดีถึงที่สุดไปแล้ว ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10917/2551

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แล้วพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 เป็นกรณีที่ศาลรับฟังคำรับของจำเลยตามที่ให้การไว้ มิใช่รับฟังจากพยานหลักฐานการรังวัดที่ดินพิพาท การรับฟังพยานหลักฐานของศาลจึงไม่ผิดระเบียบในอันที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนได้ การที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีทั้งหมดแล้วให้พิจารณาคดีใหม่ โดยกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแต่อย่างใด ดังนั้นจึงไม่อาจมีการพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยได้

คดีนี้สืบเนื่องจากศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยพิพากษาให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านเลขที่ 16 ออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9116 หมู่ที่ 1 ตำบลผักไห่ อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มีนาคม 2539) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนบ้านออกไป คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีของศาลทั้งหมด เพราะศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีการับฟังพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวกับการรังวัดที่ดินของโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพยานหลักฐานใหม่โดยให้รังวัดที่ดินของโจทก์ใหม่เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ได้ถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งการพิจารณาคดีและการพิจารณาพยานหลักฐานของศาลในสำนวนไม่ปรากฏว่าผิดระเบียบแต่อย่างใด ทั้งไม่มีเหตุที่จะงดการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่า จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ว่า จำเลยไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์แล้วพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำเลยและบริวารขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนบ้านเลขที่ 16 ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลรับฟังคำรับของจำเลยตามที่ให้การไว้ มิใช่รับฟังจากพยานหลักฐานการรังวัดที่ดินพิพาทดังที่จำเลยกล่าวอ้าง การรับฟังพยานหลักฐานของศาลในคดีนี้จึงไม่ผิดระเบียบในอันที่จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนได้ ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีทั้งหมดแล้วให้พิจารณาคดีใหม่ โดยกล่าวอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่นั้น มิใช่เป็นเรื่องการดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบแต่อย่างใด จึงไม่อาจมีการพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานใหม่ของจำเลยได้ ที่ศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของจำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
( สมศักดิ์ อเนกพุฒิ - ศิริชัย จิระบุญศรี - ศุภชัย สมเจริญ )
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายประพันธ์ ดลนิมิตสกุล
ป.วิ.พ. มาตรา 27, 177
มาตรา 177 เมื่อได้ส่งหมายเรียกและคำฟ้องให้จำเลยแล้ว ให้จำเลย ทำคำให้การเป็นหนังสือยื่นต่อศาลภายในสิบห้าวัน
ให้จำเลยแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่า จำเลยยอมรับหรือปฏิเสธ ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสิ้นหรือแต่บางส่วน รวมทั้งเหตุแห่งการนั้น
จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การก็ได้ แต่ถ้าฟ้องแย้งนั้นเป็นเรื่อง อื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมแล้ว ให้ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องเป็นคดีต่างหาก
ให้ศาลตรวจดูคำให้การนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้คืนไป หรือสั่ง ไม่รับตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 18
บทบัญญัติแห่ง มาตรานี้ ให้ใช้บังคับแก่บุคคลภายนอกที่ถูกเรียก เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดตาม มาตรา 57 (3) โดยอนุโลม