คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์

คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกไม่ชอบจึงเป็นการฟ้องเรียกคืนทรัพย์มรดกกลับเข้ากองมรดกเพื่อให้ได้ทรัพย์มรดกคืนเป็นประโยชน์แก่ทายาทของผู้ตายจึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาของที่ดินพิพาทที่ต้องเสียค่าขึ้นศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้จะอ้างว่าต้องรอให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้ในเรื่องกรรมสิทธิ์เสียก่อนนั้นหาได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6545/2552

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดกที่จำเลยที่ 1 กับที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ จ. โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 3 เพื่อให้ที่ดินกลับมาเป็นทรัพย์มรดกของ จ. เป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ที่ดินกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทของ จ. ด้วย จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาของที่ดินพิพาท เมื่อโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาลภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงเป็นการทิ้งฟ้อง ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจสั่งจำหน่ายคดีได้

เมื่อตรวจคำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นได้ว่าเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจสั่งให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเพิ่มภายในเวลาที่กำหนดได้โดยไม่ต้องรอจำเลยทั้งสามยื่นคำให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ก่อน

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดกที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายจรูญโอนให้แก่จำเลยที่ 1 และที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกให้โดยเสน่หาแก่จำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องและมีคำสั่งว่าโจทก์ฟ้องเพื่อให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาท คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้โจทก์เสียค่าขึ้นศาลตามส่วนของราคาที่ดินพิพาทภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่ง ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เมื่อพ้นกำหนดเวลา 15 วัน จึงมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่นำเงินค่าขึ้นศาลมาวางภายในกำหนด ถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้อง ให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ศาลฎีกาจะต้องวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 กับจำเลยที่ 3 เป็นการฟ้องเรียกร้องให้ได้ที่ดินพิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ผู้เป็นทายาทของนายจรูญผู้ตาย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ มีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาของที่ดินพิพาท คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้คดีนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นรับฟ้องซึ่งจำเลยทั้งสามยังไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์ จึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาท เมื่อตรวจคำฟ้องแล้วก็เห็นได้ว่าเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่จำต้องรอพิจารณาคำให้การของจำเลยทั้งสามก่อนว่า จะต่อสู้เรื่องกรรมสิทธิ์หรือไม่ ดังนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องได้ อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.
( บุญรอด ตันประเสริฐ - เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ - สนอง เล่าศรีวรกต )
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสุวิทย์ ทวีชุมพล
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150

ในคดีที่ คำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์นั้น อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ให้ โจทก์ เสียค่าขึ้นศาล ในศาลชั้นต้น ตามจำนวนทุนทรัพย์ ที่เรียกร้อง หรือ ราคาทรัพย์สิน ที่พิพาท
ค่าขึ้นศาล ในชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกานั้น ถ้า จำนวนทุนทรัพย์ ที่เรียกร้อง หรือ ราคาทรัพย์สิน ที่พิพาทกัน ในชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา เป็นอย่างเดียวกับ ในศาลชั้นต้น ให้ ผู้อุทธรณ์ หรือ ผู้ฎีกา เสียตามจำนวนทุนทรัพย์ หรือ ราคา เช่นเดียวกับ ในศาลชั้นต้น แต่ถ้า ผู้อุทธรณ์ หรือ ผู้ฎีกา ได้รับความพอใจแต่บางส่วน ตามคำพิพากษา หรือ คำสั่งของศาลล่างแล้ว และ จำนวนทุนทรัพย์ หรือ ราคาทรัพย์ที่พิพาท ในชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา ต่ำกว่า ในศาลชั้นต้น ให้ ผู้อุทธรณ์ หรือ ผู้ฎีกา เสียค่าขึ้นศาล ตาม จำนวนทุนทรัพย์ หรือ ราคาต่ำนั้น
เมื่อ ได้ชำระ ค่าขึ้นศาลแล้ว ถ้า ทุนทรัพย์แห่งคำฟ้อง หรือ คำฟ้องอุทธรณ์ หรือ คำฟ้องฎีกา ทวีขึ้น โดยการยื่นคำฟ้องเพิ่มเติม หรือ โดยประการอื่น ให้เรียกค่าขึ้นศาลเพิ่มขึ้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ตาราง ท้ายประมวลกฎหมายนี้ เมื่อยื่นคำฟ้องเพิ่มเติม หรือ ภายในระยะเวลา ที่ศาลเห็นสมควร แล้วแต่กรณี
ถ้า เนื่องจาก ศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีรวมกัน หรือ ให้แยกคดีกัน คำฟ้องใด หรือ ข้อหา อันมีอยู่ในคำฟ้องใด จะต้องโอนไปยังศาลอื่น หรือ จะต้องกลับยื่นต่อศาลนั้นใหม่ หรือ ต่อศาลอื่น เป็นคดีเรื่องหนึ่งต่างหาก ให้ โจทก์ ได้รับผ่อนผัน ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล ในการยื่น หรือ กลับยื่นคำฟ้อง หรือ ข้อหาเช่นว่านั้น เว้นแต่ จำนวนทุนทรัพย์ หรือ ราคาทรัพย์แห่งคำฟ้อง หรือ ข้อหานั้น จะได้ทวีขึ้น
ในกรณีเช่นนี้ ค่าขึ้นศาล เฉพาะที่ทวีขึ้น ให้คำนวณและชำระ ตามที่บัญญัติไว้ใน วรรคก่อน ในกรณีที่ บุคคล ซึ่ง เป็นคู่ความร่วม ในคดี ที่มูลความแห่งคดี เป็นการชำระหนี้ อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ต่างยื่นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา แยกกัน โดยต่างได้เสียค่าขึ้นศาล ในชั้นอุทธรณ์ หรือ ฎีกา ตาม ความใน วรรคสอง หาก ค่าขึ้นศาลดังกล่าว เมื่อรวมกันแล้ว มีจำนวนสูงกว่า ค่าขึ้นศาล ที่คู่ความเหล่านั้น ต้องชำระในกรณีที่ ยื่นอุทธรณ์ หรือ ฎีการ่วมกัน ให้ ศาลอุทธรณ์ หรือ ศาลฎีกา แล้วแต่กรณี มีคำสั่ง คืนค่าขึ้นศาล ส่วนที่เกิน แก่คู่ความเหล่านั้น ตามส่วนของ ค่าขึ้นศาลที่ คู่ความแต่ละคน ได้ชำระไป ในเวลาที่ศาลนั้น มีคำพิพากษา หรือ คำสั่ง
(*แก้ไขเพิ่มเติมโดย มาตรา 8 แห่ง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2551)