ผู้ถือหุ้นฟ้องร้องกรรมการบริษัท

ผู้ถือหุ้นฟ้องร้องกรรมการบริษัท
ในกรณีกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใด มีอำนาจนำคดีขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการบริษัทได้ เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องกรรมการเอง แต่อำนาจฟ้องสามารถกระทำแต่เฉพาะกับผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทเท่านั้น สำหรับบุคคลภายนอกนั้นหามีสิทธิฟ้องร้องได้ไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10878/2551

ตามคำฟ้องของโจทก์เป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท บ. ได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัทและบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท อันมีลักษณะเป็นการกล่าวอ้างว่ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เมื่อปรากฏว่าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท บ. ย่อมมีอำนาจเอาคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง และโจทก์ย่อมมีอำนาจขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินทั้ง 25 แปลง คืนให้แก่บริษัท หรือหากไม่สามารถโอนคืนก็ให้ใช้ราคาที่ดินแทนได้ เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. 438 วรรคสอง แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิใช่กรรมการบริษัทรับผิดโอนที่ดินร่วม 19 แปลง คืนให้แก่บริษัทหรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทได้ เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 138 เลขที่ 140 เลขที่ 228 เลขที่ 248 เลขที่ 251 เลขที่ 247 เลขที่ 385 เลขที่ 406 เลขที่ 478 เลขที่ 479 และเลขที่ 480 น.ส.3 ก. เลขที่ 244 เลขที่ 247 เลขที่ 248 เลขที่ 256 เลขที่ 257 เลขที่ 258 เลขที่ 530 เลขที่ 461 เลขที่ 462 เลขที่ 1592 เลขที่ 1594 เลขที่ 1956 (ที่ถูก เลขที่ 1596) เลขที่ 245 และเลขที่ 261 ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต คืนให้แก่บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 67 เลขที่ 246 เลขที่ 259 เลขที่ 29 (ที่ถูก เลขที่ 260) เลขที่ 262 เลขที่ 263 เลขที่ 264 เลขที่ 265 เลขที่ 267 เลขที่ 268 เลขที่ 269 เลขที่ 346 เลขที่ 403 เลขที่ 1593 เลขที่ 1595 เลขที่ 1597 เลขที่ 3886 เลขที่ 4756 และเลขที่ 4757 ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต คืนให้แก่บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด โดยจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 ไม่ไปโอนให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ไม่สามารถโอนที่ดินได้ ให้ร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด เป็นเงิน 260,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 17 กันยายน 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และที่ 6 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 5 ที่ 7 และที่ 8 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 และที่ 4 ถึงแก่กรรม นางสันทนา ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 2 และนางสาวพัชรา บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 4 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ตามลำดับ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งแปด โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท
โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 3 ถึงแก่กรรม นางปิยาภรณ์ ภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 8 อนุญาต

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาเรียกนางอมรรัตน์และนายไพบูลย์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยที่ 1 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนติน จำกัด มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งแปดเป็นคดีนี้หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติเกี่ยวกับอำนาจฟ้องคดีของผู้ถือหุ้นในกรณีกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทว่า “ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้องร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้” คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งแปดในข้อหาละเมิดโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนติน จำกัด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทดังกล่าวได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทรวม 5 ครั้ง และมีมติอนุมัติให้ขายที่ดินของบริษัทให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท และบุคคลภายนอกโดยอนุมัติขายให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รวม 25 แปลง กับขายให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลง ตามที่ระบุไว้ในฟ้อง ในราคาไร่ละ 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองและผู้อื่น ซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดโอนที่ดินทั้ง 44 แปลงตามฟ้องคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนได้ ให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาของที่ดินทั้ง 44 แปลง ในราคาไร่ละ 500,000 บาท รวมเป็นเงิน 260,500,000 บาท ให้แก่บริษัทบ่านหงวนตินไม จำกัด พร้อมดอกเบี้ย ซึ่งจะเห็นได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าวเป็นการกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทบ่านหงวนติน จำกัด ได้สมคบกันในการประชุมกรรมการบริษัทและมีมติให้ขายที่ดินให้แก่จำเลยทั้งแปดซึ่งเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นของบริษัท และบุคคลภายนอกในราคาต่ำกว่าราคาประเมินและราคาตามท้องตลาดทำให้บริษัทเสียหาย เป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์สินของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้อื่นอันเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัท จึงเป็นกรณีที่กล่าวอ้างว่ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท เมื่อปรากฏว่าบริษัทไม่ยอมฟ้องร้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัท โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทบ่านหงวนติน จำกัด ย่อมมีอำนาจเอาคดีนี้ขึ้นว่ากล่าวฟ้องร้องแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งดังกล่าวข้างต้น แต่โจทก์หามีอำนาจฟ้องเอาแก่จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิได้เป็นกรรมการบริษัทได้ ทั้งนี้เพราะตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่งดังกล่าวบัญญัติให้อำนาจโจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นมีอำนาจฟ้องร้องเอาค่าสินไหมทดแทนแก่บริษัทได้เฉพาะผู้ที่เป็นกรรมการบริษัทเท่านั้น

คดีนี้ตามคำขอบังคับของโจทก์อาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วน ส่วนแรกโจทก์ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินมีโฉนดรวม 11 แปลง คืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทได้ ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินทั้ง 25 แปลงดังกล่าวในอัตราราคาไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงินทั้งสิ้น 143,686,375 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด ซึ่งคำฟ้องของโจทก์ส่วนแรกนี้ย่อมเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้นทุกประการ ที่โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทโอนที่ดินทั้ง 25 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หรือหากไม่สามารถโอนคืนได้ก็ให้ใช้ราคาที่ดินได้ เพราะการคืนหรือใช้ราคาทรัพย์นั้นก็จัดเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคสองด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้โอนที่ดินคืนแก่บริษัทมิใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่งนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

สำหรับคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่สองเกี่ยวกับคำขอบังคับที่โจทก์ขอให้บังคับเอาแก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 นั้น โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กรรมการของบริษัทบ่านหงวนตินจำกัด ได้สมคบกันประชุมมีมติให้บริษัทโอนขายที่ดิน น.ส.3 ก. ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลกระทู้ อำเภอกระทู้ จังหวัดภูเก็ต ของบริษัทฯ ให้แก่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รวม 19 แปลงในราคาที่ต่ำกว่าราคาประเมินและราคาอันแท้จริงในท้องตลาดมากอันเป็นการกระทำโดยทุจริตสมคบกันเบียดบังเอาทรัพย์ของบริษัทมาเป็นของตนเองหรือผู้ซื้อซึ่งเป็นการกระทำละเมิดต่อบริษัทฯ และขอให้บังคับจำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 โอนที่ดิน น.ส.3 ก. ทั้ง 19 แปลงดังกล่าวคืนให้แก่บริษัท หากไม่สามารถโอนที่ดินดังกล่าวคืนให้แก่บริษัทได้ ก็ให้ใช้ค่าเสียหายเท่ากับราคาที่ดินในอัตราไร่ละ 500,000 บาท เป็นเงิน 116,500,000 บาท แก่บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด นั้น เห็นว่า คำขอบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับให้จำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ซึ่งมิใช่กรรมการบริษัทให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น ย่อมไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ซึ่งโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ได้ดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทนั้น เฉพาะในส่วนที่ให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทด้วยการชดใช้ราคาที่ดินทั้ง 19 แปลง เป็นเงิน 116,500,000 บาทนั้น จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ในฐานะผู้ถือหุ้นจะฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ให้ร่วมกันรับผิดแก่บริษัทดังกล่าวได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในส่วนนี้ แต่สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 โอนที่ดินคืนให้แก่บริษัทนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ผู้ร่วมรับโอนกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันนั้น เมื่อจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 มิได้เป็นกรรมการบริษัทด้วย กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์จะฟ้องบังคับจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมรับผิดตามคำขอส่วนนี้ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ให้ร่วมกันรับผิดโอนที่ดินทั้ง 19 แปลง คืนให้แก่บริษัทดังกล่าวได้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน...

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เฉพาะส่วนที่พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนหรือใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับโอนจากบริษัทบ่านหงวนติน จำกัด รวม 25 แปลง ตามฟ้องคืนให้แก่บริษัทดังกล่าว และในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ใช้ราคาที่ดินที่จำเลยที่ 3 ถึงที่ 8 รับโอนจากบริษัทดังกล่าวนั้นทั้ง 19 แปลง ตามฟ้องให้แก่บริษัทนั้นด้วย ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยปัญหาที่ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 กระทำละเมิดทำให้บริษัทบ่านหงวนติน จำกัด และผู้ถือหุ้นรวมทั้งโจทก์เสียหายหรือไม่ เพียงใด แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 คืนค่าขึ้นศาลในชั้นนี้ทั้งหมดให้โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากนี้ให้เป็นพับ

( ดิเรก อิงคนินันท์ - ชวลิต ตุลยสิงห์ - มนตรี ยอดปัญญา )
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายวันดี ถิ่นวงษ์ม่อม
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายสิทธิชัย โชคสวัสดิ์ไพศาล
ป.พ.พ. มาตรา 438 วรรคสอง, 1169 วรรคหนึ่ง
มาตรา 1169 ถ้ากรรมการทำให้เกิดเสียหายแก่บริษัท บริษัทจะฟ้อง ร้องเรียกเอาสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอม ฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้
วรรคสอง- อนึ่ง การเรียกร้องเช่นนี้ เจ้าหนี้ของบริษัทจะเป็นผู้เรียกบังคับก็ได้ เท่าที่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิเรียกร้องแก่บริษัทอยู่