พิพากษาเกินคำขอไม่ได้ | การบรรยายฟ้อง

พิพากษาเกินคำขอไม่ได้ | การบรรยายฟ้อง
การพิพากษาต้องพิพากษาตามคำขอของโจทก์ หากโจทก์ประสงค์จะให้หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างจะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างฯอย่างไร แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญ แม้นำสืบว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ศาลพิพากษาเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องไม่ได้

จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด ห้างหุ้นส่วน จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์มีกำหนดเวลา 1 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 320,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ได้นำสืบแล้วว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง....ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งตามปกติจะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนที่ตนรับจะลงหุ้น ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวน เนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิด แม้นำสืบว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2549

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้โจทก์จำสืบว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง ศาลไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 จำเลขที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลขที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาเช่าที่บางส่วนประมาณ 21 ตารางวา ของโฉนดที่ดินดังกล่าวไปจากโจทก์แทนที่ 1 มีกำหนดระยะเวลาการเช่า 1 ปี สิ้นสุดสัญญาเช่าในวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เพื่อก่อสร้างโครงเหล็กใช้ในการติดตั้งป้ายโฆษณากลางแจ้งและสร้างเป็นอาคารสำนักงานตกลงค่าเช่าในอัตราปีละ 320,000 บาท ต่อมาหลังจากสัญญาเช่าครบกำหนด โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวพร้อมทั้งทำการรื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้าง วัสดุต่าง ๆ และปรับสภาพที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม แต่จำเลยทั้งสี่และบริวารไม่ยอมออก โจทก์จึงมอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินของโจทก์และชดใช้ค่าเสียหาย แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ ทำให้โจทก์เสียหายขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดิน โจทก์อาจให้เช่าได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 320,000 บาท หรือเดือนละ 26,667 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 1 ปี 7 เดือน 15 วัน คิดเป็นค่าเสียหายจำนวน 519,995 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 เลขที่ดิน 54 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายอีกเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่และบริวารจะออกจากที่ดินและส่งมอบที่ดินคืนโจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เช่าที่ดินดังกล่าวจากโจทก์เพื่อติดตั้งป้ายโฆษณา แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถติดตั้งป้ายโฆษณาได้เพราะมีป้ายของบุคคลอื่นบังขวางอยู่ เรื่องอยู่ระหว่างการเจรจาย้ายป้ายที่บังขวางอยู่ออกไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ผิดสัญญา จำเลยที่ 3 มิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ค่าเสียหายของโจทก์หากมีก็ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2431 เลขที่ดิน 54 แขวงสามเสนใน (สามเสนในฝั่งเหนือ) เขตพญาไท (บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร และส่งมอบที่ดินคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยทั้งสี่ชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 519,995 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ (วันฟ้อง 16 กุมภาพันธ์ 2543) และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 26,667 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสี่จะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและส่งมอบคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย กับให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท
จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าที่ดินของโจทก์มีกำหนดเวลา 1 ปี อัตราค่าเช่าปีละ 320,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าแล้วไม่มีการต่ออายุสัญญาเช่า โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตาม มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 3 จะต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า โจทก์ได้นำสืบแล้วว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 อย่างไร จำเลยที่ 3 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง บัญญัติว่า " คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น" และมาตรา 142 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลที่ชี้ขาดคดีต้องตัดสินตามข้อหาในคำฟ้องทุกข้อ แต่ห้ามมิให้พิพากษาหรือทำคำสั่งให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง...." ดังนั้น หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ที่เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดซึ่งตามปกติจะจำกัดความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนที่ตนรับจะลงหุ้น ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวน เนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้าง โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่คดีนี้ โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 3 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดในห้างหุ้นส่วนจำกัดที่ 1 โดยมิได้บรรยายว่าจำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญที่ทำให้จำเลยที่ 3 ต้องรับผิด จึงถือไม่ได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดเนื่องจากสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 แม้นำสืบว่า จำเลยที่ 3 สอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของจำเลยที่ 1 ก็เป็นการนำสืบนอกเหนือไปจากคำฟ้อง กรณีไม่อาจให้จำเลยที่ 3 รับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำกัดจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 172 ภายใต้บังคับบทบัญญัติ มาตรา 57 ให้โจทก์เสนอ ข้อหาของตนโดยทำคำฟ้องเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้น
คำฟ้องต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาของโจทก์และ คำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น
ให้ศาลตรวจคำฟ้องนั้นแล้วสั่งให้รับไว้ หรือให้ยกเสีย หรือ ให้คืนไปตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 18

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา 1088 ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดได้เข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิด รวมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้นโดยไม่จำกัดจำนวน
แต่การออกความเห็นและแนะนำก็ดี ออกเสียงเป็นคะแนนนับในการตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามกรณีที่มีบังคับไว้ในสัญญาหุ้นส่วนนั้นก็ดี ท่านหานับว่าเป็นสอดเข้าเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนนั้นไม่