ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา

เจ้าหน้าที่งานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชั้นต้น ซึ่งยังปฏิบัติงานอยู่ รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้ในเวลา 16.46 นาฬิกาโดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7002/2552

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์

ทนายจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ในวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย เมื่อเวลา 16.46 นาฬิกา ซึ่งเจ้าหน้าที่งานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชั้นต้นได้รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว แต่ได้ทำบันทึกเสนอศาลถึงเวลาที่ทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์ ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้มีข้อขัดแย้งแต่ประการใด แสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาบันทึกของเจ้าหน้าที่ศาลแล้วว่า ขณะที่ทนายจำเลยนำคำฟ้องอุทธรณ์ยื่นนั้นศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 1,200,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และปรับ 800,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โดยกักขังแทนค่าปรับเป็นเวลา 1 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง
จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์
จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่า ทนายจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์วันที่ 24 พฤษภาคม 2549 อันเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยาย โดยในคำฟ้องอุทธรณ์มีข้อความเป็นตัวพิมพ์ของงานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาว่า “24 MAY'06 16.46” ซึ่งหมายถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2549 เวลา 16.46 นาฬิกา และมีบันทึกเสนอของเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นว่า ทนายจำเลยยื่นอุทธรณ์เวลา 16.46 นาฬิกา ปรากฏตามเครื่องตอกเวลา ต่อมาวันที่ 25 พฤษภาคม 2549 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องอุทธรณ์ว่า จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดที่ขอขยาย รับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่งานรับฟ้องอุทธรณ์-ฎีกาของศาลชั้นต้น ซึ่งยังปฏิบัติงานอยู่ รับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยไว้โดยมิได้แจ้งเหตุขัดข้องต่อทนายจำเลยว่าพ้นเวลาราชการแล้ว ในวันรุ่งขึ้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเป็นอุทธรณ์ของจำเลย โดยมิได้มีข้อขัดแย้งแต่ประการใด แสดงว่าศาลชั้นต้นได้พิจารณาบันทึกของเจ้าหน้าที่ศาลแล้วว่า ขณะที่ทนายจำเลยนำคำฟ้องมายื่นนั้น ศาลชั้นต้นยังไม่ปิดทำการ ทนายจำเลยจึงสามารถยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ต่อเจ้าหน้าที่ศาลได้ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าว จึงถือว่าจำเลยยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยเดินทางมาถึงศาลชั้นต้นทันเวลาทำการ ได้ยื่นคำฟ้องอุทธรณ์ทันกำหนด แล้วเดินทางกลับ ทนายจำเลยไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ศาลชั้นต้นจะประทับเวลาในคำฟ้องอุทธรณ์อย่างไร ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และเห็นสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

( สมศักดิ์ เนตรมัย - อิศเรศ ชัยรัตน์ - ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ )
ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นางสาวธนิดา ทัฬหะกาญจนากุล
ศาลอุทธรณ์ - นายอธิคม อินทุภูติ
ป.วิ.อ. มาตรา 198
มาตรา 198 การยื่นอุทธรณ์ ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้นในกำหนด หนึ่งเดือนนับแต่วันอ่าน หรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่ง ให้คู่ความฝ่ายที่อุทธรณ์ฟัง
**ให้เป็นหน้าที่ศาลชั้นต้นตรวจอุทธรณ์ว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยัง ศาลอุทธรณ์หรือไม่ ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าเห็น ว่าไม่ควรรับให้จดเหตุผลไว้ในคำสั่งของศาลนั้นโดยชัดเจน