อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม

เรื่อง เขตอำนาจสอบสวนของกองปราบปราม | ขณะที่มีการสอบสวนคดีนี้ได้กำหนดอำนาจของกองปราบปรามไว้ว่า “กองปราบปรามมีเขตอำนาจการรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดคดีอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4591/2553

พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์

ตาม พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2508 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย ประกาศ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2515 และ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการกรมตำรวจกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539 ซึ่งใช้บังคับขณะที่มีการสอบสวนคดีนี้ ได้กำหนดอำนาจของกองปราบปรามไว้ว่า “กองปราบปรามมีเขตอำนาจการรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.วิ.อ. และตามบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดคดีอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร” พ. เป็นพนักงานสอบสวนประจำแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม ย่อมมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนความผิดคดีอาญาทั้งปวงได้ทั่วราชอาณาจักร ทั้งปรากฏว่า พ. ยังได้ขออนุญาตดำเนินคดีนี้ต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว เมื่อ พ. แจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยในข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 137, 177, 180, 267 และ 268 แล้วทำการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าว การสอบสวนย่อมชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
________________________________

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177, 180, 267, 268, 353, 354, 90, 91

จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177 วรรคแรก, 180 วรรคแรก, 267 และ 268 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานแจ้งให้นายทะเบียนท้องถิ่นอำเภอบางปะอินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการ และฐานใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จ ลงโทษฐานใช้เอกสารราชการอันเกิดจากการแจ้งให้เจ้าพนักงานจดข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 268 วรรคสอง จำคุก 1 ปี ฐานเบิกความเท็จและนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ลงโทษฐานเบิกความเท็จ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุก 2 ปี ฐานแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารราชการรวม 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี คำให้การชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสาม รวมจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 28 เดือน ข้อหาอื่นและคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสอบสวนความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177, 180, 267 และ 268 โดยพันตำรวจโทพิชิตซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุชอบด้วยกฎหมายแล้วหรือไม่ เห็นว่าพันตำรวจโทพิชิตเป็นพนักงานสอบสวนประจำแผนก 4 กองกำกับการ 2 กองปราบปราม ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจ กระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2508 ประกอบประกาศกระทรวงมหาดไทย ประกาศ ณ วันที่ 5 ตุลาคม 2515 และพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมตำรวจกระทรวงมหาดไทย พ.ศ.2539 ซึ่งใช้บังคับขณะที่มีการสอบสวนคดีนี้ได้กำหนดอำนาจของกองปราบปรามไว้ว่า “กองปราบปรามมีเขตอำนาจการรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและตามบทกฎหมายอื่นอันเกี่ยวกับความผิดคดีอาญาทั้งหลายทั่วราชอาณาจักร” พันตำรวจโทพิชิตเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามย่อมมีอำนาจหน้าที่สืบสวนสอบสวนความผิดคดีอาญาทั้งปวงได้ทั่วราชอาณาจักร ทั้งปรากฏว่าพันตำรวจโทพิชิตยังได้ขออนุญาตดำเนินการคดีนี้ต่อผู้บังคับบัญชาแล้ว เมื่อพันตำรวจโทพิชิตแจ้งข้อหาเพิ่มเติมแก่จำเลยในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 177, 180, 267 และ 268 แล้วทำการสอบสวนในความผิดข้อหาดังกล่าว การสอบสวนย่อมชอบด้วยกฎหมายแล้ว คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ว่า การสอบสวนคดีนี้ชอบแล้ว โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายืน
( จักร อุตตโม - สิทธิชัย พรหมศร - บุญมี ฐิตะศิริ )
ศาลอาญา - นายสุรัตน์ชัย ศิลาภากุล
ศาลอุทธรณ์ - นายอนุวัตร มุทิกากร