เบิกความอันเป็นเท็จ

เบิกความอันเป็นเท็จในคดีแพ่ง ฎีกาที่2374/2536
การเบิกความอันเป็นเท็จ ในเรื่องนี้จำเลยได้ร่วมกันเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้นว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยโดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยเบิกความเท็จนั้นหรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2374/2536

จำเลยที่ 5 ได้จ้างวานให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4เบิกความอันเป็นเท็จ และจำเลยดังกล่าวได้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งของศาลชั้นต้น เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปโดยตรง โจทก์จึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 5 และคำเบิกความเท็จของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โจทก์ย่อมเป็น ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) และมีอำนาจฟ้องจำเลยดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ต้องเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความเท็จนั้นหรือไม่ ฟ้องโจทก์บรรยายถึงคดีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความอันเป็นเท็จ ทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยที่ 1ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์จริงจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เกิดจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้จ้างวานหรือใช้ให้ยื่นคำร้องและเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล ฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้วเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5)
________________________________

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องเป็นใจความว่า โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 17543 ร่วมกับจำเลย เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2530 จำเลยที่ 1 ได้นำข้อความอันเป็นเท็จยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอแสดงกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดเลขที่ 17543 โดยการครอบครองปรปักษ์ซึ่งเป็นความเท็จต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ร่วมกันเบิกความอันเป็นความเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล นำสืบและแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อการพิจารณาคดีในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1168/2530 ของศาลชั้นต้น ซึ่งจำเลยที่ 1 ร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์ทั้งสองการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ดังกล่าวเกิดจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้จ้างวานหรือใช้ให้ยื่นคำร้องและเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 161/2532 ของศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 180, 83, 84, 91 ขอให้นับโทษติดต่อกันด้วย

โจทก์ทั้งสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 83 ลงโทษจำคุกคนละ 4 ปีจำเลยที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177, 84ให้ลงโทษจำคุก 4 ปี กับให้นับโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 161/2532 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยที่ 1และที่ 2 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 579/2533 ของศาลชั้นต้นนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 5 ได้จ้างวานให้จำเลยที่ 1ที่ 2 และที่ 4 เบิกความอันเป็นเท็จ และจำเลยดังกล่าวได้เบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1059/2530 ของศาลชั้นต้นนั้น เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสองต้องเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 17543 ไปโดยตรง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำของจำเลยที่ 5 และคำเบิกความเท็จของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 โจทก์ทั้งสองย่อมเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 2(4) และมีอำนาจฟ้องคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) โดยไม่จำต้องคำนึงว่าโจทก์ทั้งสองต้องเป็นคู่ความในคดีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความเท็จเท่านั้นจึงจะเป็นผู้เสียหายได้

ส่วนปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือไม่ เห็นว่าตามฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงคดีที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 5 เบิกความอันเป็นเท็จว่าเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 ขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่โจทก์ทั้งสองมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างในคดีดังกล่าวว่า จำเลยที่ 1 ได้ครอบครองปรปักษ์ในที่ดินแปลงดังกล่าวจนได้กรรมสิทธิ์แล้วทั้งฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงข้อความที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความว่า จำเลยที่ 1 ได้เบิกความว่าจำเลยที่ 1 ได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวมาเป็นเวลา 30 ปี บิดาของจำเลยที่ 1 ไปขอออกโฉนดที่ดินแล้วขายให้กับจำเลยที่ 5 ต่อมาจำเลยที่ 5 ลงชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม จำเลยที่ 1 ได้คัดค้านและทำนาติดต่อกันมาทุกปี จึงได้ที่ดินมาโดยการครอบครองปรปักษ์และจำเลยที่ 2 และที่ 4 เบิกความเป็นพยานว่าเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงเห็นจำเลยที่ 1 ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวติดต่อกันมาเป็นเวลา 10 กว่าปี ข้อความที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความดังกล่าวนั้นเป็นความเท็จ โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้ครอบครองที่ดินของโจทก์ทั้งสองจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองแต่อย่างใดซึ่งข้อความเท็จที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เบิกความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินของโจทก์โดยการครอบครองปรปักษ์จริง จึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวและการกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 เกิดจากจำเลยที่ 5 เป็นผู้จ้างวานหรือใช้ให้ยื่นคำร้องและเบิกความอันเป็นเท็จต่อศาล คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5)

พิพากษายืน

( บุญส่ง วรรณกลาง - สะสม สิริเจริญสุข - ประพัฒน์ อุชุภาพ )