แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา

ศาลชั้นต้นลงโทษ ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6028/2552

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เฉพาะบทจากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 340 ตรี, 83, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 547/2549 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จำคุก 18 ปี ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือเข้าข้อยกเว้นให้ทำได้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน รวม 3 กระทง จำคุก 18 ปี 12 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหายคำขอและข้อหาอื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 18 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 ปี ข้อหาอื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำเบิกความของผู้เสียหายรับฟังได้ว่าคนร้ายคนหนึ่งมีและพาอาวุธปืนด้วย โจทก์มีผู้เสียหายซึ่งเป็นประจักษ์พยานเบิกความยืนยันว่าขณะที่ผู้เสียหายหลบหนี จำเลยกับพวกลงไปอยู่ในคูน้ำข้างถนนมีคนร้ายคนหนึ่งร้องตะโกนบอกให้ขึ้นมาจากคูน้ำ ผู้เสียหายมองมายังถนนเป็นการมองจากไหล่ทางซึ่งอยู่ต่ำมายังถนนซึ่งอยู่ที่สูงกว่าสามารถเห็นใบหน้าคนร้ายทั้งหกได้อย่างชัดเจน ขณะนั้นมีแสงไฟจากเสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณถนน ผู้เสียหายพูดโต้ตอบกับคนร้ายว่า “พวกพี่จะทำอะไร ผมไม่รู้เรื่องอะไร” ขณะนั้นผู้เสียหายเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและมองเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย คนร้ายที่ชักปืนร้องบอกว่าหากมึงไม่ขึ้นมากูจะยิงมึง ผู้เสียหายจึงเดินขึ้นมาจากคูน้ำและถูกจำเลยกับพวกรุมทำร้ายจนล้มฟุบลง ศาลฎีกาได้พิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายประกอบแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุแล้ว ตรงจุดที่ผู้เสียหายยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนใกล้กับเสาไฟฟ้าสาธารณะย่อมมีแสงสว่างมากเพียงพอที่ผู้เสียหายจะมองเห็นคนร้ายคนหนึ่งทำท่าจะชักปืนออกจากเอวและเห็นด้ามปืนที่เอวด้วย เมื่อไม่มีสิ่งใดมาปิดกั้นการมองเห็นของผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายจะยืนอยู่ในคูน้ำข้างถนนซึ่งต่ำกว่าจุดที่คนร้ายยืนอยู่ก็ตาม เชื่อว่าผู้เสียหายมองเห็นคนร้ายมีอาวุธปืนได้อย่างชัดเจน ประกอบกับที่ผู้เสียหายยอมเดินขึ้นมาจากคูน้ำก็เพราะถูกคนร้ายที่มีอาวุธปืนร้องบังคับให้ขึ้นมามิฉะนั้นจะถูกยิง หากผู้เสียหายไม่เห็นอาวุธปืนของคนร้ายแล้วย่อมจะไม่ขึ้นมาจากคูน้ำง่าย ๆ เพราะผู้เสียหายรู้ดีว่าจะต้องถูกจำเลยกับพวกทำร้ายตนเองอย่างแน่นอน ดังนั้นพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้ว่า จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 ลงโทษจำคุก 9 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 340 ตรี ลงโทษจำคุก 9 ปี จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้จากความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยผู้กระทำคนใดคนหนึ่งมีอาวุธติดตัวไปด้วยเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยไม่ประกอบด้วยเหตุฉกรรจ์คือ ขณะกระทำผิดจำเลยกับพวกไม่มีอาวุธ อันเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยเกิน 5 ปี คดีจึงต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคสอง ที่โจทก์ฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์จำเลยกับพวกมีปืนเป็นอาวุธหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์พวกของจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย แม้ความผิดฐานปล้นทรัพย์ต้องห้ามมิให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่การปรับบทลงโทษจำเลยเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นเพื่อปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
( อาวุธ ปั้นปรีชา - มานัส เหลืองประเสริฐ - ชัยวัฒน์ เวียงธีรวัฒน์ )
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี - นายณภมงคล จันทร์แก้ว
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายสมควร วิเชียรวรรณ
ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคสอง
ป.อ. มาตรา 83, 340 วรรคแรก, 340 วรรคสอง, 340 ตรี